แนวทางการออกแบบ Co-Working Space Design ให้ตอบโจทย์

ไอเดียออกแบบ Co-Working Space

การได้นั่งทำงานในบรรยากาศที่เปิดโล่ง สบายตา และผ่อนคลาย ถือเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยปลุกพลังความคิดสร้างสรรค์และทำให้เราลุยงานได้อย่างราบรื่น ในยุคที่คนรุ่นใหม่หันมาทำงานแบบยืดหยุ่นกันมากขึ้น Co-Working Space Design ที่ผ่านการออกแบบมาอย่างดี ที่ตอบโจทย์คนทำงานหลากหลายไลฟ์สไตล์ จึงเป็นอะไรที่นิยมอย่างมากในปัจจุบัน วันนี้ EZYBUILT จะพามารู้จักไอเดียการจัดสรรพื้นที่ให้ลงตัว และคุ้มค่ามากที่สุดในทุกออฟฟิศกัน

Co-Working Space คืออะไร

Co-Working Space คือ พื้นที่ทำงานร่วมกันหรือเรียกว่าออฟฟิศแบบแบ่งเช่าแนวใหม่ ที่เปิดให้เหล่าฟรีแลนซ์ กลุ่มสตาร์ทอัพ หรือพนักงานออฟฟิศเข้ามานั่งทำงานได้อย่างอิสระ โดยภายในพื้นที่จะมีการจัดเตรียมสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐานไว้ให้อย่างครบถ้วน ตั้งแต่โต๊ะเก้าอี้ทำงาน สัญญาณอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ห้องประชุม ไปจนถึงมุมบริการเครื่องดื่มและขนมทานเล่น ซึ่งเสน่ห์ของสเปซแบบนี้จะเน้นการตกแต่งที่ทันสมัย ปลอดโปร่ง และชวนให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่าตลอดทั้งวัน ทำให้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ได้เต็มที่

ทำไมธุรกิจยุคใหม่ถึงเลือกใช้ Co-Working Space

ทำไมธุรกิจยุคใหม่ถึงเลือกใช้ Co-Working Space

การปรับเปลี่ยนพื้นที่ออฟฟิศแบบเดิม ๆ ให้กลายเป็นพื้นที่ทำงานร่วมกัน กำลังเป็นเทรนด์ที่มาแรงและตอบโจทย์องค์กรยุคใหม่ได้อย่างดี เพราะการทำ Co-Working Space Design ที่ดี นอกจากจะช่วยสร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลายแล้ว ยังส่งผลดีต่อธุรกิจในหลาย ๆ ด้าน ดังนี้

  • จุดประกายไอเดียใหม่ ๆ เสมอ : สภาพแวดล้อมที่โมเดิร์นและไม่ยึดติดกับกรอบเดิม ๆ ช่วยลดความเครียดสะสม ทำให้คนทำงานสมองแล่นและคิดงานชิ้นสำคัญได้ไวขึ้น แตกต่างจากออฟฟิศสี่เหลี่ยมแบบเดิม ๆ 
  • ช่วยให้โฟกัสงานได้ดีขึ้น : การจัดแบ่งโซนอย่างเป็นระบบ ช่วยให้ทุกคนเลือกมุมที่เหมาะกับตัวเองเพื่อโฟกัสงานชิ้นสำคัญได้เต็มที่ พร้อมมีอุปกรณ์สำนักงานที่ช่วยซัพพอร์ตให้งานเดินหน้าได้แบบไม่มีสะดุด
  • ช่วยเซฟต้นทุนและงบประมาณ : ผู้ประกอบการไม่ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายในการซื้อตึก หรือทำสัญญาเช่าระยะยาว ทั้งยังช่วยประหยัดงบในการจัดหาอุปกรณ์ออฟฟิศ และค่าบำรุงรักษาโครงสร้างต่าง ๆ ไปได้เยอะมาก
  • ขยายคอนเนกชันและสังคมคนทำงาน : การแชร์พื้นที่ร่วมกันเปิดโอกาสให้คนต่างสายงานได้พบปะ ทักทาย และพูดคุยแลกเปลี่ยนมุมมองกัน ซึ่งอาจนำไปสู่โอกาสในการต่อยอดธุรกิจใหม่ ๆ ในอนาคตได้

หลักการสำคัญในการเลือกออกแบบ Co-Working Space

ถ้าอยากออกแบบ Co-Working Space ให้สวยปังและตอบโจทย์การใช้งานจริงในระยะยาว จำเป็นต้องวางกลยุทธ์การจัดสรรสเปซอย่างรอบคอบ เพื่อให้ทุกมุมของพื้นที่สร้างประโยชน์และดึงดูดใจผู้ใช้งานได้ โดยมีหลักที่ต้องให้ความสำคัญ ดังนี้

  • เริ่มต้นจากความเข้าใจผู้ใช้งานหลัก : การกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นนักศึกษา ฟรีแลนซ์ หรือกลุ่มคนทำงานบริษัท เพราะจะช่วยให้ดีไซเนอร์หรือบริษัทรับออกแบบภายใน เลือกสไตล์การตกแต่งรวมถึงฟังก์ชันการใช้งานของห้องต่าง ๆ ได้ตรงจุด
  • วางระบบไฟและเครือข่ายให้ทั่วถึง : สัญญาณ Wi-Fi ต้องแรงและนิ่ง ส่วนปลั๊กไฟก็ต้องมีเตรียมไว้ให้อย่างเพียงพอ โดยอาจเลือกเดินระบบสายไฟใต้พื้นเพื่อความเรียบร้อย และรองรับการปรับเปลี่ยนรูปแบบการวางโต๊ะในวันข้างหน้า
  • เน้นความยืดหยุ่นที่ปรับเปลี่ยนได้ง่าย : ควรจัดสเปซให้สามารถปรับฟังก์ชันได้หลากหลาย (Activity-Based Working) โดยเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ลอยตัวที่เคลื่อนย้ายสะดวก เพื่อให้สลับสับเปลี่ยนจากมุมทำงานส่วนตัวมาเป็นพื้นที่จัดกิจกรรมได้ทันที
  • สะท้อนตัวตนแบรนด์ผ่านการดีไซน์ : ออกแบบเส้นสายสถาปัตยกรรมและเลือกใช้วัสดุตกแต่งที่สร้างความน่าจดจำ ตั้งแต่มุมต้อนรับไปจนถึงทางเดินหลัก เพื่อให้ผู้ใช้งานรู้สึกประทับใจและอยากกลับมาใช้บริการซ้ำ ๆ

เทคนิคจัดสเปซพื้นที่นั่งทำงานส่วนตัวอย่างไรให้ลงตัวและไม่อึดอัด

เทคนิคจัดพื้นที่นั่งทำงานส่วนตัวอย่างไรให้ลงตัว

พื้นที่นั่งทำงานส่วนตัว (Hot Desk) ถือเป็นจุดที่มีคนเข้ามาใช้งานหนาแน่นที่สุด การทำ Co-Working Space Design ในโซนนี้จึงต้องใส่ใจเรื่องระยะห่างและความเป็นส่วนตัว เพื่อให้ทุกคนทำงานได้อย่างสบายใจและไม่รู้สึกโดนรบกวน ซึ่งหลัก ๆ มีรายละเอียดที่ไม่ควรมองข้าม ดังนี้

  1. เว้นระยะห่างของโต๊ะให้พอดี : ควรจัดสรรพื้นที่หน้าโต๊ะและระยะระหว่างเก้าอี้ให้อยู่ที่ประมาณ 1.8 ถึง 2 เมตร ซึ่งเป็นระยะกำลังดีที่ช่วยให้ผู้ใช้งานไม่รู้สึกอึดอัด และมีสเปซส่วนตัวในการวางสิ่งของและคอมพิวเตอร์พกพา
  2. คัดสรรเก้าอี้ที่นั่งสบายและดีต่อสุขภาพ : เนื่องจากคนทำงานส่วนใหญ่มักจะนั่งแช่เป็นเวลานาน การเลือกเก้าอี้ทํางานที่ซัพพอร์ตสรีระและปรับระดับได้ จะช่วยลดความเมื่อยล้าและป้องกันอาการออฟฟิศซินโดรมได้เป็นอย่างดี
  3. ลดเสียงรบกวนด้วยวัสดุซับเสียง : ตกแต่งห้องด้วยแผ่นผนังอะคูสติก หรือพาร์ทิชันบาร์ที่มีคุณสมบัติหักเหคลื่นเสียง เพื่อช่วยซับเสียงพูดคุยในบริเวณพื้นที่เปิดโล่ง ทำให้บรรยากาศโดยรอบเงียบสงบและมีสมาธิมากขึ้น
  4. ดึงแสงสว่างจากธรรมชาติเข้ามาช่วย : จัดวางโต๊ะทำงานให้อยู่ในมุมที่แสงแดดอ่อน ๆ ส่องถึง เพราะแสงธรรมชาติจะช่วยให้สมองตื่นตัว ลดความเหนื่อยล้าของสายตา และทำให้บรรยากาศในห้องดูโปร่งโล่งไม่อับทึบ

แนวทางการจัดสรรสเปซห้องประชุมขนาดต่าง ๆ ให้รองรับการทำงานร่วมกัน

ห้องประชุมเป็นก็เป็นอีกพื้นที่สำคัญสำหรับการระดมไอเดีย เจรจาธุรกิจ หรือต้อนรับลูกค้าคนสำคัญ การใส่ใจรายละเอียดในการออกแบบ Co-Working Space จึงต้องเอื้อต่อการพูดคุย และเปลี่ยนมุมมองได้อย่างราบรื่นและเป็นมืออาชีพ มีจุดที่ต้องให้ความสำคัญ ดังนี้

  • มีขนาดห้องให้เลือกหลากหลาย : ควรมีห้องประชุมรองรับทั้งขนาดเล็ก (5-10 คน) สำหรับการคุยงานวงในของทีม และขนาดใหญ่ (15-20 คน) สำหรับการจัดประชุมใหญ่หรือเซสชันสัมมนา เพื่อเพิ่มความคุ้มค่าในการบริหารสเปซ
  • ติดตั้งอุปกรณ์ดิจิทัลซัพพอร์ตการทำงาน : ภายในห้องควรมีหน้าจอทีวีขนาดใหญ่ โปรเจกเตอร์ และระบบกล้องไมโครโฟนที่คมชัดสำหรับการประชุมทางไกล รวมถึงบอร์ดกระจกสำหรับเขียนสรุปใจความสำคัญระหว่างบรีฟงาน
  • จัดการสายไฟบนโต๊ะประชุมให้เนี้ยบ : ซ่อนความรุงรังด้วยการติดตั้งกล่องปลั๊กไฟฝังโต๊ะที่มีช่องเชื่อมต่อสายครบครัน ทั้ง HDMI, USB และสาย LAN เพื่อให้ผู้เข้าประชุมเสียบต่อคอมพิวเตอร์ใช้งานได้สะดวกและดูสะอาดตา
  • ใช้โทนสีและแสงไฟที่ช่วยให้มีสมาธิ : เลือกทาสีห้องด้วยโทนสีอุ่นหรือสีเอิร์ธโทน เช่น สีครีม สีเบจ ร่วมกับการติดไฟแสงคูลไวท์ (Cool White) ที่เลียนแบบแสงธรรมชาติ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความตื่นตัวและดูน่าเชื่อถือ

มัดรวมฟังก์ชันใน Co-Working Space ที่ควรมีในยุคนี้

ฟังก์ชันใน Co-Working Space ที่ควรมี

การสร้างจุดเด่นให้พื้นที่ทำงานร่วมกันของคุณกลายเป็นคอมมูนิตีที่ใคร ๆ ก็อยากมา คือการเลือกแนวทางออกแบบ Co-Working Space ที่เพิ่มฟังก์ชันเสริมพิเศษ ที่ตอบโจทย์ได้มากกว่าการนั่งทำงานอยู่ที่บ้านหรือร้านกาแฟทั่วไป เพื่อดึงดูดผู้ใช้งานได้ในระยะยาว เช่น

  • จัดมุมโซฟาสำหรับนั่งพักผ่อนหย่อนใจ : การมีสเปซผ่อนคลายแยกออกมาจากโต๊ะทำงานหลัก อย่างเช่น มุมโซฟาพักผ่อน หรือบีนแบ็กไว้เอนตัว ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้งานได้เปลี่ยนอิริยาบถ เอนหลังพักสายตา หรือนั่งจิบกาแฟคุยงานกันแบบเป็นกันเอง ซึ่งช่วยลดความตึงเครียดได้ดีมาก
  • เพิ่มตู้กระจกเก็บเสียงสำหรับคุยงานส่วนตัว : ติดตั้ง Phone Booth หรือตู้เก็บเสียงขนาดกะทัดรัดไว้ตามจุดต่าง ๆ เพื่อให้สมาชิกสามารถเดินเข้าไปคุยสายโทรศัพท์สำคัญ หรือประชุมออนไลน์ส่วนตัวได้โดยไม่ส่งเสียงดังรบกวนคนรอบข้าง
  • มีโซน Pantry และมุมเครื่องดื่มบริการ : มุมขนมและกาแฟสดเปรียบเสมือนจุดนัดพบสำคัญที่ช่วยสร้างบรรยากาศที่เป็นมิตร ชวนให้ผู้ใช้งานรู้สึกผ่อนคลาย และได้มีโอกาสทักทายพูดคุยเพื่อทำความรู้จักกันในสเปซ
  • จัดห้องมีเดียและสตูดิโอถ่ายภาพขนาดเล็ก : เอาใจสายคอนเทนต์ครีเอเตอร์และสตาร์ทอัพด้วยการเตรียมห้องพร้อมไฟสตูดิโอและฉากรับภาพ สำหรับการถ่ายรูปโปรดักต์สินค้า อัดคลิป พอดแคสต์ หรือไลฟ์สดได้อย่างสะดวก

อัปเดตเทรนด์การเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ แสงสว่าง และวัสดุในปี 2026

เทรนด์การดีไซน์พื้นที่ทำงานในปี 2026 นี้ จะเน้นเรื่องของความยั่งยืน เทคโนโลยีที่ใช้งานง่าย และการเติมเต็มความเป็นธรรมชาติเข้ามาในอาคาร เพื่อดูแลสุขภาพและความรู้สึกของคนทำงานไปพร้อม ๆ กัน ได้แก่

  • ใส่ใจโลกด้วยการใช้วัสดุรักษ์โลก : นิยมเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ไม้ที่แข็งแรงทนทาน ผสมผสานกับโครงเหล็กที่นำไปรีไซเคิลได้ รวมถึงเลือกใช้สีทาผนังประเภท Low VOCs ที่ปลอดภัยต่อสุขภาพและไม่มีกลิ่นฉุนกวนใจ
  • ปรับแสงสว่างอัจฉริยะให้เข้ากับเวลาร่างกาย : เลือกใช้ระบบแสงไฟอัจฉริยะที่ปรับโทนสีแสงตามช่วงเวลาของวัน เช่น ใช้แสงโทนขาวในตอนเช้าเพื่อกระตุ้นสมอง และเปลี่ยนเป็นแสงโทนอุ่นในตอนเย็นเพื่อชวนผ่อนคลาย
  • เพิ่มพื้นที่สีเขียวเติมความสดชื่นในห้อง : จัดวางไม้ฟอกอากาศ ต้นไม้ประดับเพื่อช่วยกรองอากาศ ลดความอับชื้น และช่วยให้คนทำงานได้พักสายตามามองสีเขียวสบาย ๆ ระหว่างวัน
  • หันมาเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ระบบ Fit-in : หลีกเลี่ยงข้อจำกัดของงาน Built-In แบบเดิม ๆ แล้วเปลี่ยนมาใช้เฟอร์นิเจอร์ระบบโมดูลาร์ที่สั่งผลิตล่วงหน้าจากโรงงาน ซึ่งมีความแม่นยำ แข็งแรง และถอดปรับย้ายมุมได้ง่ายกว่ามาก

ทำไมต้องเลือกออกแบบ Co-Working Space กับมืออาชีพอย่าง EZYBUILT

ถ้าคุณกำลังวางแผนเนรมิตพื้นที่ว่างให้กลายเป็น Co-Working Space ที่ทันสมัย และตอบโจทย์ธุรกิจได้อย่างคุ้มค่า การมีทีมงานคู่คิดที่เข้าใจงานระบบเป็นเรื่องสำคัญ EZYBUILT เราคือผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบและ รับทำเฟอร์นิเจอร์ Fit-in นวัตกรรมใหม่ที่ผลิตชิ้นงานสำเร็จรูปจากโรงงาน ทำให้ขั้นตอนการติดตั้งหน้างานสะดวกรวดเร็ว ไร้ปัญหาฝุ่นและกลิ่นสีรบกวน ติดตั้งไวภายใน 3-7 วัน ปลอดภัยต่อสุขภาพ เพราะวัสดุที่ใช้ปล่อยสารฟอร์มาลดีไฮด์ต่ำเทียบเท่าไม้จริง

เรามีทีมดีไซเนอร์มืออาชีพคอยให้คำแนะนำ พร้อมให้บริการช่วยออกแบบให้ลงตัวกับหน้างานจริง 100% ในงบประมาณที่คุณตั้งไว้ พร้อมการรับประกันคุณภาพงานนาน 1 ปี สนใจอยากเข้ามาสัมผัสวัสดุจริงที่โชว์รูม หรือให้เราเข้าไปสำรวจพื้นที่ ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 065-505-0962 Facebook : EZYBUILT  Line : @ezybuilt

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) ในการออกแบบ Co-Working Space

การเว้นระยะห่างของโต๊ะทำงานใน Co-Working Space มีความสำคัญอย่างไร

มีความสำคัญต่อความเป็นส่วนตัวและช่วยลดความอึดอัด ช่วยให้ผู้ใช้งานมีสเปซส่วนตัว รู้สึกสบายใจ และโฟกัสกับงานตรงหน้าได้โดยไม่รู้สึกว่าถูกรบกวน

หากต้องการลดเสียงสะท้อนในพื้นที่ Open Space ควรเลือกใช้วัสดุประเภทใด

แนะนำให้เลือกใช้วัสดุประเภทแผ่นผนังอะคูสติก ฉนวนดูดซับเสียง หรือเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์บุดนุ่มที่เป็นม่านผ้าหนา เพราะวัสดุผิวสัมผัสนุ่มเหล่านี้จะช่วยหักเหคลื่นเสียง และลดเสียงสะท้อนภายในห้องได้ดีมาก

เฟอร์นิเจอร์ระบบ Fit-in ตอบโจทย์การทำพื้นที่ทำงานร่วมกันอย่างไรบ้าง

ตอบโจทย์ในแง่ความยืดหยุ่นและการประหยัดเวลา เนื่องจากผลิตสำเร็จรูปมาจากโรงงานแล้วยกมาประกอบหน้างานได้ไว ไม่ก่อให้เกิดฝุ่นฟุ้งกระจาย และยังสามารถถอดประกอบเพื่อปรับเลย์เอาต์ตามเทรนด์การใช้งานใหม่ ๆ ได้ง่ายด้วย

{ “@context”: “https://schema.org”, “@graph”: [ { “@type”: “HowTo”, “name”: “เทคนิคการออกแบบและจัดสรรพื้นที่ Co-Working Space ให้คุ้มค่า”, “description”: “ขั้นตอนและหลักการออกแบบพื้นที่ทำงานร่วมกัน (Co-Working Space) ให้สวยงาม ปรับเปลี่ยนได้ยืดหยุ่น และตอบโจทย์ผู้ใช้งานยุคใหม่”, “step”: [ { “@type”: “HowToStep”, “name”: “กำหนดกลุ่มผู้ใช้งานหลักและสไตล์การตกแต่ง”, “text”: “วิเคราะห์กลุ่มเป้าหมาย เช่น ฟรีแลนซ์ สตาร์ทอัพ หรือพนักงานบริษัท เพื่อวางแนวคิดการตกแต่งและเลือกฟังก์ชันการใช้งานให้ตรงจุด” }, { “@type”: “HowToStep”, “name”: “วางโครงสร้างระบบไฟและเครือข่ายอินเทอร์เน็ต”, “text”: “จัดเตรียมระบบ Wi-Fi ความเร็วสูง และเดินสายไฟใต้พื้นเพื่อเพิ่มความปลอดภัยและความเรียบร้อย รองรับการปรับเปลี่ยนมุมโต๊ะทำงาน” }, { “@type”: “HowToStep”, “name”: “จัดสเปซพื้นที่นั่งทำงานส่วนตัว (Hot Desk)”, “text”: “เว้นระยะห่างระหว่างโต๊ะ 1.8–2 เมตร เลือกใช้เก้าอี้เพื่อสุขภาพ (Ergonomic) ติดตั้งแผ่นซับเสียงอะคูสติก และเปิดรับแสงสว่างจากธรรมชาติ” }, { “@type”: “HowToStep”, “name”: “วางระบบห้องประชุมหลายขนาด”, “text”: “ดีไซน์ห้องประชุมทั้งขนาดเล็ก (5-10 คน) และขนาดใหญ่ (15-20 คน) พร้อมติดตั้งอุปกรณ์ดิจิทัล ซ่อนสายไฟฝังโต๊ะ และใช้โทนสีที่ช่วยสร้างสมาธิ” }, { “@type”: “HowToStep”, “name”: “เพิ่มฟังก์ชันเสริมและเลือกใช้วัสดุยั่งยืน”, “text”: “เติม Phone Booth ตู้เก็บเสียง มุมโซฟาพักผ่อน โซน Pantry และเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ Fit-in นวัตกรรมใหม่ที่ติดตั้งรวดเร็ว ปลอดสารพิษ” } ] }, { “@type”: “FAQPage”, “mainEntity”: [ { “@type”: “Question”, “name”: “การเว้นระยะห่างของโต๊ะทำงานใน Co-Working Space มีความสำคัญอย่างไร?”, “acceptedAnswer”: { “@type”: “Answer”, “text”: “มีความสำคัญต่อความเป็นส่วนตัวและช่วยลดความอึดอัด ช่วยให้ผู้ใช้งานมีสเปซส่วนตัว รู้สึกสบายใจ และโฟกัสกับงานตรงหน้าได้โดยไม่รู้สึกว่าถูกรบกวน” } }, { “@type”: “Question”, “name”: “หากต้องการลดเสียงสะท้อนในพื้นที่ Open Space ควรเลือกใช้วัสดุประเภทใด?”, “acceptedAnswer”: { “@type”: “Answer”, “text”: “แนะนำให้เลือกใช้วัสดุประเภทแผ่นผนังอะคูสติก ฉนวนดูดซับเสียง หรือเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์บุดนุ่มที่เป็นม่านผ้าหนา เพราะวัสดุผิวสัมผัสนุ่มเหล่านี้จะช่วยหักเหคลื่นเสียง และลดเสียงสะท้อนภายในห้องได้ดีมาก” } }, { “@type”: “Question”, “name”: “เฟอร์นิเจอร์ระบบ Fit-in ตอบโจทย์การทำพื้นที่ทำงานร่วมกันอย่างไรบ้าง?”, “acceptedAnswer”: { “@type”: “Answer”, “text”: “ตอบโจทย์ในแง่ความยืดหยุ่นและการประหยัดเวลา เนื่องจากผลิตสำเร็จรูปมาจากโรงงานแล้วยกมาประกอบหน้างานได้ไว ไม่ก่อให้เกิดฝุ่นฟุ้งกระจาย และยังสามารถถอดประกอบเพื่อปรับเลย์เอาต์ตามเทรนด์การใช้งานใหม่ ๆ ได้ง่ายด้วย” } } ] } ] }

More Article